[แปลเพลง] Priere-プリエール-

posted on 12 Dec 2015 13:16 by punpunjpmaniac in Translate directory Entertainment, Asian, Knowledge

曲名:Priere-プリエール-

原曲:亡き王女の為のセプテット

    ツェペシュの幼き末裔

サークル:SOUND HOLIC 

vocal:Nana Takahashi

Official PV: http://www.sound-holic.com/pvd/ (คลิกที่ Demo แล้วเลือกชื่อเพลงครับ ถ้าตัวเต็มไปหาดูที่อื่นเอาเองนะครับ ขออนุญาตไม่โพสวาป)

 

 ขอโทษที่แปลช้าครับ พอดีเพิ่งสอบเสร็จ ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลาได้ทำเลย

 

 อันนี้เป็นเพลงที่ได้รับรีเควสมาครับ เพลงนี้ค่อนข้างแตกต่างกับสองสามเพลงที่แปลมาพอสมควร เนื่องจากเป็นเพลงที่มี PV เป็นเรื่องเป็นราว แถมเนื้อเพลงยังค่อนข้าง Abstract มากๆจนตีความได้หลากหลายสุดๆ ซึ่งผมจะลองตีความตามที่ผมเข้าใจนะครับ

 

—————อันนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ-----------

 

 จากวิดีโอที่เจ้าของเพลงทำมา จะสังเกตว่าเนื้อเพลงช่วงแรกจะบอกเล่าถึงชีวิตของตัวละคร(เรมิเลียกับฟรังค์ที่เป็นน้องสาว) ที่ถูกคนรังเกียจและจองจำ (ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะสายเลือดของแวมไพร์ครับ ใน Universe ของโทโฮ แวมไพร์เป็นโยวไคที่แข็งแกร่งและน่ากลัว จึงเป็นธรรมชาติที่น่าจะถูกรังเกียจ อารมณ์เหมือนการล่าแม่มดในยุโรปยุคกลางนั่นแหละครับ) ซึ่งก็น่าเศร้าใจที่ความรู้สึกของทั้งสองคนที่ถูกทารุณนั้น กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นขึ้นของพลังปีศาจอันน่ากลัวในตัว ซึ่งจะตรงกับเนื้อเพลงท่อนฮุคทั้งสามช่วงซึ่งน่าจะเป็นการแสดงความปรารถนาของทั้งสองคน ว่าอยากเป็นอิสระและไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยวทรมาณเช่นนี้อีกแล้ว เลยได้เฝ้าภาวนาต่อดวงจันทร์อยู่ทุกค่ำคืน ว่าอยากจะมีพลังเพื่อที่จะปลดแอกตนเอง

 

 หลังจากพลังที่แท้จริงได้ตื่นขึ้น เรมิเลียก็ได้จัดการสังหารผู้คนที่เป็นศัตรูของเธออย่างโหดเหี้ยมจนเกลี้ยง เมื่อกลับไปหาน้องสาวของตน ก็พบว่าเธอก็ได้ปลุกพลังของตนและสังหารผู้คนที่กักขังเธออย่างโหดร้ายเช่นกัน แต่การกระทำนี้ช่างหนักหนาสำหรับน้องสาวอย่างฟรังค์จนน่าจะทำให้เกิดบาดแผลในจิตใจและบั่นทอนบุคลิกของเธอจนกลายมาเป็น Flandre ที่เราเห็นในเกมภาค 6 นั่นเอง 

 

 แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เรมิเลียก็ยังคงขอที่จะอยู่ข้างๆเพื่อที่จะดูแลน้องสาวของตน จนกว่าที่พวกเธอทั้งสองจะผ่านพ้นความทรงจำอันเลวร้ายทั้งหมดไปได้ ซึ่งจริงๆท่อน 飛べない烏 หรือ “อีกาอันน่าสงสารที่มิอาจโบยบินไปได้” นั้น อาจจะหมายถึงเรมิเลียหรือฟรังค์ก็ได้ แต่ในความคิดของผมนี่น่าจะเป็นฟรังค์มากกว่าครับ เพราะปีกของฟรังค์นั้นเป็นเพียงแค่ปีกที่เอาไว้ประดับเท่านั้น ไม่ใช่ปีกค้างคาวที่เอาไว้บินเหมือนของพี่สาว ดังนั้นการเล่นคำเปรียบเทียบเกี่ยวกับปีกที่บินไม่ได้แบบนี้ก็คงหมายถึงฟรังค์(แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงบินได้แม้ไม่มีปีกอยู่ดี ー ー)

 

 冬の孤独を春に溶かして ーー> ให้ความโดดเดี่ยวของฤดูหนาวนั้นละลายหายไปในฤดูใบไม้ผลิ

 อันนี้น่าจะหมายถึงการที่ทั้งสองคนเป็นอิสระจากการทรมาณและการจองจำของเหล่าคนชั่ว ซึ่งน่าจะนำมาซึ่งชีวิตที่เป็นสุข แต่ทว่า...

 

 春の命を 夏に焦がして ーー> ชีวิตในฤดูใบไม้ผลินั้นได้มอดไหม้ไปในฤดูร้อน

 

 幾千年も時を抜けてゆく ーー> แม้จะผ่านไปนับพันปี เรื่องราวก็ยังคงเป็นแบบเดิม

 เหล่าเพื่อนและผู้คนที่พวกเธอนั้นพบเจอในช่วงหลายร้อยปี ก็ไม่มีใครรอดชีวิตไปจากความกระหายเลือดที่มิอาจควบคุมของทั้งสองคนได้เลย ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกับพลังที่ทั้งสองได้รับมานั่นเอง

 

 *1 “สายฟ้าแห่งกาลเวลา” นั้นก็เปรียบกับความทุกข์ทนที่ทั้งสองต้องประสบจากการที่ต้องสูญเสียคนรอบข้างเพราะพลังของตน ซึ่งก็เปรียบได้กับสายฟ้าของกาลเวลา ที่คอยผ่าลงมาเป็นครั้งคราวมาเล่นตลกชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของทั้งสองคนนั่นเอง (แวมไพร์ในโทโฮเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความเยาว์วัยอันเป็นนิรันดร์ครับ) ส่วน “ดอกกุหลาบที่มอดไหม้” ก็คงหมายถึงความเศร้า และความโกรธแค้นของทั้งสอง ที่เป็นดั่งเชื้อเพลิงของความกระหายเลือดและความป่าเถื่อนที่ควบคุมไม่ได้จนทำให้คนรอบข้างตนเองต้องจบชีวิตไปนับไม่ถ้วนนั่นเอง

 

 夜明けにそっと光差した

 “ในที่สุดราตรีก็จบลง พร้อมกับรุ่งอรุณที่ส่องสว่าง” 

 

 แต่ก็ไม่มีฝันร้ายใดที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในที่สุดการที่เรมิเลียได้เจอกับซาคุยะและคนอื่นๆในบ้านมารแดง (อาจจะรวมถึงการย้ายมาอยู่เกนโซเคียวและการได้พบกับพวกเรย์มุด้วย) ก็ได้ทำให้เธอได้รับรู้ถึงการที่มีคนห่วงใยและมิตรภาพอย่างแท้จริงในที่สุด

 

 *2 ท่อนฮุคท่อนสุดท้ายเป็นการเน้นย้ำเรื่องนี้ได้อย่างดี เรมิเลียนั้นไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดที่ตนจะต้องปลิดชีวิตคนสำคัญของตนอย่างซาคุยะ(เหมือนกับที่เคยฆ่าคนอื่นมามากมายในอดีต) จึงได้ขอวิงวอนภาวนาต่อโชคชะตา และพร้อมที่จะอุทิศทั้งชีวิตของตนให้กับโลกใบนี้เพื่อที่จะปกป้องเหล่าคนสำคัญของเธอนั่นเอง ซึ่งการที่PVเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ “ฝันร้าย” ของเรมิเลียก็ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอที่ไม่อยากสูญเสียซาคุยะไปนั่นเอง

 

 

冷たいこの部屋 凍える唇

 

ในห้องที่มีเพียงแค่แสงอันริบหรี่และหยากไย่อยู่เกลื่อนกลาด

 

微かに灯した 蜘蛛の糸揺らめく

 

ณ ที่นั้นก็ปรากฏร่างของฉันที่นั่งทรมานกับความหนาวเหน็บ

 

夜の静寂をかき消す 雨音

 

เสียงของฝนที่ตกนั้นได้ทำลายความเงียบของราตรีอันมืดมิด

 

今夜も遠くで 哀しい声がする

 

แม้จะในค่ำคืนนี้ ก็ยังคงเต็มไปด้วยเสียงแห่งความเศร้าสร้อย

 

 

うす暗い廊下に 優しく浮ぶ 硝子のsilhouette

 

เงาของฉันที่สะท้อนอยู่ที่หน้าต่าง

 

窓に伝う雫

 

เมื่อมองพร้อมกับหยาดน้ำฝนที่ไหลรินแล้ว 

 

涙のようにこぼれ落ちてく

 

ช่างดูราวกับว่ากำลังหลั่งน้ำตาอยู่ก็มิปาน

 

闇に願いを 月に祈りを

 

โอ้ความมืดเจ้าเอย ข้าขอวิงวอน

โอ้แสงจันทร์เจ้าเอย ข้าขอภาวนา

 

空高く舞え紅の翼

 

ให้ปีกสีชาดคู่นี้ได้ออกไปโบยบิน

 

冬の孤独を 春に溶かして

 

ให้ความโดดเดี่ยวของฤดูหนาวนั้นละลายหายไปในฤดูใบไม้ผลิ

 

永遠(とわ)に捧げる私の全てを

 

ข้าพร้อมที่จะอุทิศชีวิตนี้ให้ แม้จะเป็นชั่วนิจนิรันดร์

 

運命(さだめ)に破れた 飛べない烏が

 

อีกาที่น่าสงสาร ที่ปีกมิอาจโบยบินเพราะการกลั่นแกล้งของโชคชะตา

 

今夜も寄り添い 掠れた声で鳴く

 

แม้จะครวญครางจนเสียงแหบแห้ง คืนนี้ฉันก็จะยังขอที่จะอยู่เคียงข้างเธอ

 

消えそうな明かりを 優しく包む 深紅のvelours

 

ฉันจะขอโอบกอดแสงสีชาดอันแสนริบหรี่นี้

 

頬に伝う涙 悲しみ越えて輝くまでは

 

จนกว่าเราจะก้าวข้ามผ่านความโศกเศร้าและน้ำตา

闇に願いを 月に祈りを

 

โอ้ความมืดเจ้าเอย ข้าขอวิงวอน

โอ้แสงจันทร์เจ้าเอย ข้าขอภาวนา

 

あの日の夢を消したりしないで

 

อย่าให้ความฝันและความปรารถนาของข้าในวันนั้นต้องหายไป

 

春の命を 夏に焦がして

 

ชีวิตในฤดูใบไม้ผลินั้นได้มอดไหม้ไปในฤดูร้อน

 

幾千年も時を抜けてゆく

 

แม้จะผ่านไปนับพันปี เรื่องราวก็ยังคงเป็นแบบเดิม

 

繰り返す時の稲妻

 

สายฟ้าแห่งกาลเวลาที่ผ่าลงมานับครั้งไม่ถ้วน*1

 

燃え上がる薔薇の情熱

 

และความรู้สึกที่ราวกับดอกกุหลาบที่มอดไหม้*1

 

夜明けにそっと光差した

 

ในที่สุดราตรีก็จบลง พร้อมกับรุ่งอรุณที่ค่อยๆส่องสว่าง*1

 

 

闇に願いを 月に祈りを *2

 

โอ้ความมืดเจ้าเอย ข้าขอวิงวอน

โอ้แสงจันทร์เจ้าเอย ข้าขอภาวนา

 

空高く舞え紅の翼 *2

 

ให้ปีกสีชาดคู่นี้ได้ออกไปโบยบิน

 

冬の孤独を 春に溶かして *2

 

ให้ความโดดเดี่ยวของฤดูหนาวนั้นละลายหายไปในฤดูใบไม้ผลิ

 

永遠(とわ)に捧げる私の全てを *2

 

ข้าพร้อมที่จะอุทิศตัวข้า แม้จะเป็นชั่วนิจนิรันดร์

 

この世の全てに *2

 

ขออุทิศให้กับทุกสิ่งในโลกนี้

Comment

Comment:

Tweet