วันนี้ผมจะมาพูดถึงหลักการที่ผมใช้แปลเพลงญี่ปุ่นให้เข้าถึง และเข้าใจอย่างถ่องแท้มากขึ้น มากกว่าการแปลประโยคตรงๆให้ฟังครับ เผื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการแปลงานอื่นๆต่อไป และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่นอยู่ไม่มากก็น้อยครับ

 อันที่จริงแล้วตัวผมเองก็ยังไม่ได้เก่งญี่ปุ่นมากมายขนาดที่ว่ามั่นใจในความสามารถในการสอนของตัวเองหรอกครับ ยังต้องเรียนรู้และเก็บประสบการณ์อีกเยอะ เพียงแต่ จากที่ผมได้กลับมาเริ่มแปลเพลง (รอบนี้เร่ิมทำจริงจัง) อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมได้ลองใช้วิธีใหม่ๆในการแปล ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่ามันช่วยยกระดับความสามารถ และความเข้าใจในตัวภาษาไปได้อีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 เอาล่ะ ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันมาก ลองมาดูตัวอย่างจากงานแปลล่าสุดของผมกันเลยดีกว่า (หนูทดลอง ถถถ) 

 

今宵桜 舞い落ちた

 

เหล่าซากุระที่ร่วงหล่นในราตรีนี้

 

二度と私に 向かぬ

 

ก็เหมือนกับความรักของเธอที่ไม่หวนกลับมา

 

未練色した この涙

 

คงไว้แต่น้ำตาแห่งความอาวรณ์

 

言えぬ気持ち 濡らすだけ

 

และความรู้สึกที่มิอาจสื่อไปถึง

 

 

あなたが残した

 

ปิ่นปักผมอันนั้นที่เธอทิ้งไว้ให้

 

大人ぶった簪

 

สำหรับฉัน มันดูจะเด็กไปซะหน่อย

 

捨てなきゃダメよね?

 

ทั้งๆที่เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วแท้ๆ

 

多分まだ無理だけど

 

แต่สำหรับฉัน มันคงยังไม่พร้อมที่จะทิ้งมันไป...

 

 

「じゃあね」 君の声 黄泉帰る

 

"แล้วเจอกันนะ" เสียงของเธอที่ยังคงก้องอยู่ในจิตใจ

 

君を 忘れられないよ・・・

 

ทำไมกันนะ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ทำไมถึงยังลืมเธอไม่ลงเสียที...

 

どうか桜 舞い戻れ

 

ได้โปรดเถิด กลับมาหาฉันอีกสักครั้ง

 

思い涙 溢れてく

 

ทุกครั้งที่คิดถึงเธอ สิ่งที่ออกมาก็มีเพียงน้ำตา และความทรงจำของสองเรา

 

出会い別れは 慣れたのに

 

ทั้งๆที่ชินกับการจากลาแล้วแท้ๆ

 

あなただけは 乾かない

 

แต่มีเพียงเธอเท่านั้น ที่ฉันยังคงมิอาจลืมเลือน

 

 

偶然見かけた 幸せそうな二人

 

เห็นคนอื่นอยู่ด้วยกัน ช่างเป็นคู่รักที่แสนอบอุ่น

 

お似合い さよなら

 

"แหม พวกเธอเนี่ยเหมาะกันจังเลยนะ" 

 

なんて言えたらいいのに・・・

 

 

สำหรับฉันแล้ว คงจะไม่ได้ยินคำพูดแบบนี้อีก...

 

理屈でなだめてくれたって

 

"มันเป็นธรรมชาติของชีวิตน่ะ" หรือเหตุผลต่างๆนาๆที่ใช้ปลอบใจ

 

奇麗事の暴論だよ?

 

สำหรับฉันแล้วมันก็แค่การพูดให้ตัวเองดูดีเท่านั้นเอง

 

愛し愛され 終わる愛

 

ช่วงเวลาที่เราสองได้รักกันนั้นได้จบลงไปแล้ว

 

伝う嫉妬は 許さない

 

เหลือไว้เพียงความริษยาที่ไม่น่าให้อภัย

 

 

愛し愛した 孤独劇

 

เหลือไว้แต่รักข้างเดียวที่แสนโดดเดี่ยว

 

波紋のように 消えていく

 

ที่พร้อมจะจางหายไปดั่งคลื่นบนผิวน้ำ

 

 หลักการในการแปล

1。 มองเป็นภาพรวม 全体的な見方

 อันนี้จำได้ว่าเคยเน้นย้ำไปตอนที่แปลเพลงนี้เสร็จแล้ว ว่าเวลาที่ผมแปลเพลง จะไม่โฟกัสไปที่การแปลประโยคต่อประโยค แต่ใช้วิธีมองเป็นภาพรวม มีขั้นตอนดังนี้

  • 1.1. อ่านเนื้อเพลงทั้งหมดก่อนแบบคร่าวๆ (อ่านแบบ Scanning) ถ้าเจอคำยากก็ควรหาความหมายรอไว้ก่อนด้วย ให้อ่านจนกว่าจะเข้าใจว่าเนื้อเพลงโดยรวมแล้วต้องการสื่อถึงอะไร ยิ่งระบุชัดได้ยิ่งดี อาทิเช่นเพลงนี้ (零れ桜) ผมก็อ่านทั้งเพลงจนเข้าใจว่า “อ๋อ คนร้องต้องการถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกของการสูญเสีย หรือการจากลาคนที่ตัวเองรักไป ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องในอดีตแล้ว แต่ก็ความคิดคนึง และความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังอยู่ ประมาณนี้สินะ”  ประมาณนี้แหละครับ
  • 1.2. พยายามทำความเข้าใจ “เรื่องราว” ที่แฝงอยู่ในเนื้อเพลงแต่ละช่วงของเพลง ยกตัวอย่างเป็นเพลงไทยละกันครับ เข้าใจง่ายดี                                      มันดีแค่ไหนกัน ที่เราได้ร่วมทาง

จนถึงวันนี้ก็เนิ่นนาน

มันเป็นเพราะฉันเอง ยังดีไม่มากพอ

ทำที่เธอขอไม่ได้เลย

 

มื่อเธอจะไปก็เข้าใจ

เมื่อเธอเจอใครดีกว่ามากมาย คงไม่ต้องรอ

 

ทำถูกแล้ว ที่เธอเลือกเขาและทิ้งฉันไว้ตรงกลางทาง

เมื่อตัวเธอ พบคนที่ดี ที่เธอวาดไว้ในหัวใจ

ปล่อยมือฉัน ถูกแล้ว ให้ใจของฉันปวดร้าวแค่ไหน

ยอมฝืนใจ ให้เธอเดินจากฉันไป

เมื่อรู้ว่าเธอ มีคนที่พาไปถึงปลายทาง

 

   จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า “เรื่องราว” ของเนื้อเพลงแต่ละช่วงมีเนื้อหาแตกต่างกันไป บอกว่าเราคบกันมาตั้งนาน แต่ฉันกลับทำตัวไม่ดีพอ พอถึงช่วงที่เธอจะไป ก็เพิ่งจะเข้าใจว่า คนที่เข้ามาใหม่นั้นดีกว่าฉัน ฉันก็เลยคิดว่านั่นแหละดีแล้วถูกแล้วที่เธอทิ้งฉันไว้กลางทาง  ประมาณนี้แหละครับ จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในแต่ละช่วงของเพลงนั้นมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน แต่พอนำมารวมกันแล้ว กลับเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นการถ่ายทอดเรื่องราว หรือนิทานเรื่องๆหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ 

  เอาล่ะครับ ทีนี้กลับมาดูที่เพลงของเรากันดีกว่า จะเห็นได้ว่า ในเนื้อเพลงที่ผมเน้นสีไว้แต่ละส่วนนั้น มีเรื่องราวที่แตกต่างกัน มีความรู้สึก และสิ่งที่อยากจะถ่ายทอดที่แตกต่างกันไป

  วิธีแยกแยะเพลงเพื่อที่จะวิเคราะห์เนื้อเพลงก็ง่ายๆครับ “แยกเป็นช่วงๆ ตามคนร้อง” สังเกตได้จาก เพลง “ทิ้งไว้กลางทาง” ที่เอามาแปะให้ จะสังเกตว่าแบ่งเรื่องราวเป็นเรื่องราวใน “ท่อนแรก” “ท่อนก่อนท่อนฮุค” และ “ท่อนฮุค” นั่นเองครับ เพลง 零れ桜 ที่ผมทำก็แบ่งแยกแล้ววิเคราะห์เป็นส่วนๆแบบนี้เหมือนกัน                                 

  • 1.3. สุดท้าย เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เพลงต้องการจะสื่อ และ “เรื่องราว” ในส่วนต่างๆชัดเจนแล้ว ก็เหลือแค่การแปลทีละประโยค ให้ออกมาสละสลวยที่สุด “โดยคำนึงถึงการถ่ายทอดเรื่องราวในเพลงช่วงนั้นๆให้ชัดเจนที่สุด” เป็นสำคัญ อาทิเช่น                   

 

今宵桜 舞い落ちた

 

เหล่าซากุระที่ร่วงหล่นในราตรีนี้

 

二度と私に 向かぬ

 

ก็เหมือนกับความรักของเธอที่ไม่หวนกลับมา

 

未練色した この涙

 

คงไว้แต่น้ำตาแห่งความอาวรณ์

 

言えぬ気持ち 濡らすだけ

 

และความรู้สึกที่มิอาจสื่อไปถึง

   เรื่องราวที่เนื้อเพลงท่อนนี้ต้องการจะสื่อถึงก็คือ “การที่ฉันได้นึกถึงความเสียใจของการที่ได้เสียคนรักไป หรือการที่จะไม่ได้พบกับคนรักอีกเป็นครั้งที่สอง” ประมาณนี้ ดังนั้นเมื่อเราสามารถจับเค้าโครงของเนื้อเรื่องคร่าวๆของท่อนนี้ได้แล้ว ก็เหลือแค่การแปลให้เข้ากับบริบท ตามที่ผมแปลไปนั่นเองครับ 

   อยากจะเน้นตรงนี้ 言えぬ気持ち แปลตรงๆ ดาษๆ เลยก็คือ “ความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้” ซึ่งถ้าใส่ไปทั้งๆยังงี้เลยมันอาจจะยังดูงงๆไปหน่อย ก็ให้มาดูเนื้อเพลงโดยรวม ซึ่งเนื้อเพลงช่วงนั้นได้กล่าวถึง “ความเสียใจที่เสียคนรัก”  ดังนั้นคำว่า “ความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้” ก็น่าจะหมายความว่า “การที่เราไม่สามารถบอกความรู้สึกที่มีต่อคนรักของเราได้อีกแล้ว” ต่างหาก​ เสริมกับที่ท่อนก่อนหน้าบอกว่าเป็น “น้ำตาแห่งความอาวรณ์” ความอาวรณ์ก็คือความเสียดาย ก็เหมาะเจาะพอดีว่า “เสียดาย(อาวรณ์) ที่เธอจากฉันไป ก่อนที่ฉันจะได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้สึกของฉันให้เธอได้รับรู้เสียอีก” ประมาณนี้แหละครับ หลังจากนี้ก็ขัดเกลาประโยคนิดๆหน่อยๆให้ดูเก๋ๆ ก็กลายเป็น “ความรู้สึกที่มิอาจสื่อไปถึง”

 

2。 มองเนื้อเพลงให้เห็นภาพ イメージを掴む 

 จะสังเกตได้ว่า มีคำศัพท์หลายๆคำที่ผมได้ขีดเส้นใต้เอาไว้ ในส่วนคำกริยาที่ขีดเส้นใต้เอาไว้นั้น ถ้าดูดีๆแล้วก็จะรู้ว่าผมไม่ได้ตรงๆตามความหมายของคำศัพท์นั้นๆ เพราะผมคิดว่าคำเหล่านั้นไม่น่าจะถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความหมายตรงๆตามตัวมัน แต่ถูกนำมาใช้เพื่อ “พรรณนาให้เห็นภาพ” ต่างหาก

 

ยกตัวอย่าง

 

舞い落ちた ー 舞う แปลว่า เต้น หรือ เริงระบำ 落ちる แปลว่าร่วงหล่น พอเอามารวมกันก็กลายเป็น 舞い落ちる แปลว่า ร่วงหล่นเหมือนกับกำลังเต้นระบำ ซึ่งจะใช้กับพวกดอกไม้ที่ลักษณะเหมือนซากุระ เพราะเวลามันร่วงหล่นลงมาก็มักจะลู่ปลิวไปตามแรงลม “ดูเหมือนกับกำลังเต้นรำอยู่กลางอากาศแล้วค่อยตกลงมาอย่างช้าๆ สู่พื้น” หรือก็คือ “ความรักที่จบลงเหมือนกับดอกไม้ที่ร่วงลงสู่พื้น” นั่นเอง

向かぬ ー 向く แปลว่า หันไปที่ทิศทางใดทิศทางหนึ่ง 向かぬ เป็นรูปปฎิเสธ แสดงให้เห็นว่า “ไม่ได้หันไปในทิศทาง〜”  เมื่อนำไปขยายคำนาม 愛 แล้วก็จะเป็น 私に向かぬ愛 “ความรักที่ไม่ได้หันมาหาฉัน” หรือก็คือ “ความรักที่ไม่หวนกลับมาหาฉัน” นั่นเอง(เพราะว่าความรักมันหันไปทางอื่นแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะมาพานพบกับฉันอีก)

濡らす ー แปลตรงๆว่า “ทำให้เปียก” ถ้าแปลตามประโยคก่อนหน้าด้วยก็คือ 言えぬ気持ち 濡らすだけ “ทำให้เปียกโชกไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจสื่อไปถึง” คำว่าเปียกโชก ก็จะเห็นภาพว่า “เปียกชุ่มไปทั้งตัว” หรือถ้าแปลในอีกแง่นึงก็คือ “เต็มไปด้วยอะไรสักอย่าง” (ในที่นี้คือความรู้สึกนั่นเอง)

黄泉帰る ー แปลว่า “คืนชีพกลับมา” 君の声 黄泉帰る ก็คือ “เสียงของเธอคืนชีพกลับมา” = “คืนชีพกลับมาอยู่ในความรู้สึกของฉันอีกครั้ง” = “แม้ว่าเธอจะจากไป แต่ความรู้สึกและเสียงของเธอยังคงดังก้องกังวานอยู่ในความทรงจำของฉัน”

舞い戻れ ー 戻る แปลว่า กลับมาสู่ที่เดิม 戻れ เป็นคำสั่ง จึงแปลว่า “จงกลับมา” สังเกตว่าท่อนที่แล้วมีคำว่า 舞い落ちる  ใช้แทนความรักที่จบลง (ดอกไม้ร่วงลงพื้น) ดังนั้น 舞い戻れ “ดอกไม้จงกลับมาเต้นระบำอีกครั้ง” = “อยากให้ความรักกลับมาหาฉันอีกครั้ง” นั่นเอง เพราะคำว่า 戻る แสดงให้เห็นภาพของสิ่งที่ห่างไกลออกไปได้ “กลับมาสู่ที่เดิม” ดังนั้น 舞い戻る เมื่อนำไปใช้กับความรักก็คือ “ความรักที่หวนกลับมาสู่ที่เดิม(กลับมาหาฉัน)” นั่นเอง

 

   จริงๆก็อยากอธิบายคำที่ขีดเส้นใต้ที่เหลือด้วย แต่จริงๆก็คือใช้หลักการเดียวกันกับคำที่ยกตัวอย่างให้ไปนั่นแหละครับ ถ้าว่างก็อาจจะมาเขียนเพิ่มให้ครบทุกตัว

   สำหรับวันนี้ก็ขอลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

edit @ 23 Nov 2015 05:43:00 by Ayumumu

Comment

Comment:

Tweet